เริ่มต้นการเรียนรู้การเขียนโปรแกรม Visual Basic 6
พื้นฐานเกี่ยวกับ Visual Basic 6
Visual เป็นส่วนที่หมายถึงเมธอดในการติดต่อแบบ graphical user interface (GUI) ซึ่งการสร้างทำได้โดยการเพิ่มออบเจ็กต์ ลงบนฟอร์มที่ทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้ผ่านจอภาพ
Basic เป็นส่วนที่หมายถึงภาษา BASIC (Beginners ALL Purpose Symbolic Instruction Code) โดยVisual Basic ได้เปลี่ยนแปลงจากภาษา BASIC ดั้งเดิม ด้วยการเพิ่มประโยคคำสั่ง ฟังก์ชัน และคีย์เวิร์ด ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ GUI
ภาษา BASIC ได้พัฒนาขึ้น ปี ค.ศ. 1963 โดย Thomas Kurtz โดยเน้นความง่ายต่อการเข้าใจและการใช้งานรวมทั้งการทำงาน ในรูปแบบ Interpreter คือทำงานเรียงตามบรรทัด ต่อมาได้พัฒนาเป็น GW-BASIC ซึ่งเป็น Interpreter บนระบบปฏิบัติการ DOS ต่อมา ต่อมาในปี ค.ศ. 1982 ได้เพิ่มความสามารถในการประมวลผล โดยการตัดเลขประจำบรรทัดออก และมาใช้ ้รูปแบบของ Sub Program User Defined แทน เรียกว่า QUICK BASIC
Visual Basic เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง ตั้งแต่ QUICK BASIC จนกระทั่งถึง PDS BASIC จากนั้น Microsoft ได้นำเอาหลักการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในการออกแบบภาษา BASIC จนเป็นที่มาของคำว่า Visual Basic
Visual Basic เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพสูง และออกแบบมาเพื่อทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows คำว่า Visual หมายถึงวิธีการที่ใช้สร้างติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟิก (GUI : Graphic User Interface) ส่วน BASIC เป็นคำที่ย่อ มาจาก (Beginner All-Purpose Symbolic Instruction Code ) ในที่นี้จะขอเรียก Visual Basic สั้นๆว่า VB
โปรแกรม Visual Basic (VB) เป็นโปรแกรมสำหรับพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่กำลังเป็นที่ นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน โปรแกรม Visual Basic เป็นโปรแกรมที่ได้เปลี่ยนรูปแบบการเขียนโปรแกรมใหม่ โดยมีชุดคำสั่งมาสนับสนุนการทำงาน มีเครื่องมือต่าง ๆ ที่เรียกกันว่า คอนโทรล(Controls) ไว้สำหรับช่วยในการออกแบบโปรแกรม โดยเน้นการออกแบบหน้าจอแบบกราฟิก หรือที่เรียกว่า Graphic User Interface (GUI) ทำให้การจัดรูปแบบหน้าจอเป็นไปได้ง่าย และในการเขียนโปรแกรมนั้นจะเขียนแบบ Event - Driven Programming คือ โปรแกรมจะทำงานก็ต่อเมื่อเหตุการณ์ (Event) เกิดขึ้น ตัวอย่างของเหตุการณ์ได้แก่ ผู้ใช้เลื่อนเมาส์ ผู้ใช้กดปุ่มบนคีย์บอร์ด ผู้ใช้กดปุ่มเมาส์ เป็นต้น
เครื่องมือ หรือ คอนโทรล ต่าง ๆ ที่ Visual Basic ได้เตรียมไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็น Form Textbox Label ฯลฯ ถือว่าเป็นวัตถุ (Object ในที่นี้ขอใช้คำว่า ออบเจ็กต์) นั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือใด ๆ ใน Visual Basic จะเป็นออบเจ็กต์ทั้งสิ้น สามารถที่จะควบคุมการทำงาน แก้ไขคุณสมบัติของออบเจ็กต์นั้นได้โดยตรง ในทุกๆ ออบเจ็กต์จะมีคุณสมบัติ (properties) และเมธอด (Methods) ประจำตัว ซึ่งในแต่ละออบเจ็กต์ อาจจะมีคุณสมบัติและเมธอดที่เหมือน หรือต่างกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของออบเจ็กต์
ในการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ด้วย Visual Basic การเขียนโค้ดจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ เรียกว่า โพรซีเดอร์ (procedure) แต่ละโพรซีเดอร์จะประกอบไปด้วย ชุดคำสั่งที่พิมพ์เข้าไปแล้ว ทำให้คอนโทรลหรือออบเจ็กต์นั้น ๆ ตอบสนองการกระทำของผู้ใช้ ซึ่งเรียกว่าการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (Object Oriented Programming-OOP) แต่ตัวภาษา Visual Basic ยังไม่ถือว่าเป็นการเขียนโปรแกรมแบบ OOP อย่างแท้จริง เนื่องจากข้อจำกัดหลายๆ อย่างที่ Visual Basic ไม่สามารถทำได้
โปรแกรมประยุกต์ Visual Basic
การสร้างโปรแกรมประยุกต์ Visual Basic ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 3 ขั้นตอน คือ
1. การสร้างอินเตอร์เฟซ โดยมีฟอร์มเป็นออบเจ็กต์พื้นฐานและเป็นที่วางตัว control สำหรับการติดต่อกับผู้ใช้
2. ตั้งค่าคุณสมบัติ เป็นการกำหนดพฤติกรรมและการทำงานให้กับออบเจ็กต์ต่างๆ
3. การเขียนคำสั่ง เป็นการควบคุมการประมวลผลผ่าน procedure ที่กำหนด
Private Sub Form_Load() Text1.Text = "Hello Word"
End Sub
End Sub
เริ่มต้นใช้งาน Visual Basic
สิ่งแรกที่จะพบเมื่อเข้าสู่โปรแกรม Microsoft Visual Basic Version 6 ได้แก่จอภาพที่ใช้สำหรับเปิด Project (Project จะเป็นชื่อที่ใช้เรียกแทนระบบงานที่พัฒนาขึ้นด้วย Visual Basic ซึ่งรายละเอียดจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป) ประกอบไปด้วย 3 Tab ดังนี้
1. Tab “New” เป็น Tab ที่แสดงจอภาพที่ประกอบไปด้วย Icon ต่างๆ ที่ใช้สำหรับเรียกใช้ Project ใหม่ขึ้นมาใช้งาน ดังรูป
Tab New สำหรับสร้าง Project ใหม่
ใน Tab New ประกอบไปด้วย Icon ต่างๆ ดังนี้
ชื่อเรียก
|
รูปแบบการใช้งาน
|
Standard EXE
|
ใช้สร้างโปรแกรมในแบบ GUI โดยทั่วไป ซึ่งในเนื้อหาวิชานี้จะใช้งานในส่วนของStandard เท่านั้น โดยไม่ใช้ Icon ที่เป็น Wizard ช่วย
|
ActiveX EXE
|
ใช้สร้างโปรแกรมที่ใช้ติดต่อกับโปรแกรมอื่นในรูปแบบของ OLE แบบหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า OLE Automation Server
|
ActiveX DLL
|
ใช้สร้างโปรแกรมเช่นเดียวกับ ActiveX EXE แต่จะเก็บอยู่ใน File นามสกุล DLLแทน ซึ่งไม่สามารถ Run ได้ด้วยตัวเองจะต้องถูกเรียกใช้โดยโปรแกรมอื่น
|
ActiveX Control
|
ใช้สร้าง ActiveX Control ขึ้นมาใช้งาน
|
VB Application Wizard
|
เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างโปรแกรมขึ้นมาใช้งาน
|
Addin
|
ใช้เพิ่มเติม Utility อื่นเข้าไว้ใน Visual Basic
|
ActiveX Document DLL
|
ใช้สร้างโปรแกรมActiveX ที่อยู่ในรูปของ File นามสกุล DLL
|
ActiveX Document EXE
|
ใช้สร้างโปรแกรม ที่อยู่ในรูปของ File นามสกุล EXE
|
VB Wizard Manager
|
ใช้สร้างโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของ Wizard
|
Data Project
|
ใช้สร้างโปรแกรมที่ใช้ติดต่อกับฐานข้อมูลต่างๆ ผ่านทาง ODBC หรือ OLEDB
|
IIs Application
|
ใช้สร้างโปรแกรมที่ใช้งานบน Internet แบบ IIS
|
DHTML Application
|
ใช้สร้างโปรแกรมที่ใช้งานบน Internet แบบ Dynamic HTML
|
VB Enterprise Edition Control
|
ใช้สร้างโปรแกรมในแบบ GUI โดยทั่วไปจาก Control ต่างๆ ของ Enterprise Edition
|
2. Tab “Existing” เป็นจอภาพที่เรียกว่าใช้ Project เดิมที่เคยสร้างขึ้นมาแล้วและเก็บไว้ใน Folder ต่างๆ ขึ้นมาใช้งาน ดังรูป
Tab Existing สำหรับการเปิด Project เดิม
3. Tab “Recent” เป็นจอภาพที่แสดงประวัติของ Project ต่างๆ ที่เคยถูกเรียกขึ้นมาใช้งานหรือถูกสร้าง
ขึ้นมาในเครื่องนั้นๆ เป็นลักษณะคล้ายกับการเก็บประวัติ ดังรูป
Tab Recent สรหรับเก็บประวัติการใช้งาน Project
เมื่อต้องการสร้าง Project ใหม่ให้เลือก Icon “Standard EXE” ใน Tab “New” เพื่อเข้าสู่จอภาพ ของ Visual Basic ที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรม ดังรูป
|
|
|
|
|
ส่วนประกอบของจอภาพ Visual Basic
รายละเอียดของส่วนประกอบของบน Visual Basic 6.0 มีดังนี้
ส่วนประกอบ
|
รายละเอียด
|
Form
|
เป็นส่วนที่ใช้สำหรับสร้างจอภาพของโปรแกรมขึ้นใช้งาน
|
Toolbox
|
เป็นส่วนที่ประกอบด้วย Icon ต่างๆ ซึ่งใน Visual Basic เรียกว่า “Control” ที่จะนำไปใช้วาด โดยการนำลงไปวางบน Form สำหรับหน้าที่ของแต่ละ Control ในการควบคุมและกำหนดการใช้งาน
|
Toolbar
|
เป็นส่วนประกอบด้วย Icon ต่างๆ ที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรม
|
Project Explorer Windows
|
เป็นส่วนที่ประกอบด้วย Icon ต่างๆ ขึ้นมาแก้ไข ในกรณีที่ Project ประกอบด้วยForm มากกว่า 1 Form
|
Properties Window
|
เป็นจอภาพที่ใช้สำหรับกำหนดคุณสมบัติ (Property) ให้กับ Form และ Objectต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บน Form
|
Form Layout Window
|
ใช้สำหรับดูตำแหน่งของ Form บนจอภาพ ทำให้จัดตำแหน่งของ Form เวลาที่Run Program ได้สะดวกขึ้น
|
Form
เป็นส่วนที่ใช้สำหรับสร้างจอภาพของโปรแกรม โดยจะทำหน้าที่เป็นพื้น (Background) ของจอภาพทุกครั้งของการเปิด Project ใหม่ ดังรูป ซึ่งในแต่ละ Project สามารถจะมี Form ได้หลายๆ Form ซึ่งการเพิ่ม Formขึ้นมาใน Project จะกล่าวถึงต่อไป
รู้ของ Form ที่มีมาให้เมื่อ New Project
องค์ประกอบของ Visual Basic
เมนูบาร์ (Menu bar)
Menu bar จะปรากฏอยู่ใต้ Title Bar มีรายละเอียดดังนี้
ทูลบาร์ (Toolbars)
Toolbar ทำหน้าที่ เป็นผู้ช่วยในการพัฒนาโปรแกรมที่สะดวกกว่าการเรียกใช้คำสั่งใน Menu Bar ซึ่งเมื่อเลื่อนเมาส์ไปชี้ยัง Icon ใด ก็จะปรากฏชื่ออยู่ใต้ Icon นั้นแต่ละ Icon บางสภาวะหาก Iconใดมีปุ่มสีเทา ก็จะเลือกใช้งานไม่ได้ในขณะนั้น Toolbar มีหน้าที่ต่างกันไปดังนี้
Icon
|
ชื่อเรียก
|
รายละเอียดการใช้งาน
|
Add Standard EXE Project
|
ใช้สำหรับเปิด Project ใหม่ ในกรณีที่มีหลาย Project อยู่บนจอภาพสามารถสลับไปมาระหว่าง Project ได้โดยเข้าไปเลือกในเมนู Windows
| |
Add Form
|
ใช้ในการเพิ่ม Form ให้กับ Project ซึ่งอาจเรียกจากเมนู Project และ Add Form ตามลำดับ
| |
Menu Editor
|
ใช้เรียก Menu Editor ซึ่งเป็น Tool สำหรับสร้างเมนูให้กับ Form ซึ่งอาจใช้การกดปุ่ม Ctrl+E หรือเลือกจากเมนู Tools และ Editor ตามลำดับ
| |
Open Project
|
ใช้สำหรับเปิด Project ซึ่งอาจใช้ Hot Keys Ctrl + O หรือเรียกจากเมนู File และ Open Project ตามลำดับ
| |
Save Project
|
สำหรับบันทึก Project และ Form อาจเลือกจากเมนู File/Save Project หรือSave Project As ตามลำดับ ถ้าต้องการระบุชื่อของ Project ใหม่
| |
Cut
|
ใช้สำหรับตัด Object ต่างๆ บน Form ซึ่งอาจใช้ Hot Keys Ctrl + X หรือเลือกจากเมนู Edit และ Cut ตามลำดับ
| |
Copy
|
ใช้สำหรับคัดลอก Object บน Form ซึ่งอาจใช้ Hot Keys Ctrl + C หรือเลือกจากเมนู Edit และ Copy ตามลำดับ Object ที่ถูก Copy จะเรียกว่า Control Array
| |
Paste
|
ใช้สำหรับวาง Object ที่ได้ Cut หรือ Copy ไว้ อาจใช้ Hot Keys Ctrl+V หรือเลือกจากเมนู Edit หรือ Paste ตามลำดับ
| |
Find
|
ใช้ค้นหาคำใน Editor ซึ่งเป็น Tool ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม โดยอาจใช้ Hot Key Ctrl+F หรือเลือกจากเมนู Edit และ Find ตามลำดับ
| |
Undo Typing
|
ใช้สำหรับยกเลิกคำสั่งที่พิมพ์ใน Editor ซึ่งอาจใช้ Hot Keys Ctrl+Z หรือเลือกจากเมนู Edit / Undo Typing ในกรณีที่ไม่ได้อยู่ในจอภาพ Editor จะปรากฏข้อความ Can’t Undo แทนทั้งในส่วนของชื่อใต้ Icon และในเมนู Edit
| |
Redo Typing
|
ใช้สำหรับทำซ้ำคำที่พิมพ์ใน Editor ซึ่งอาจเลือกจากเมนู Edit และ Redo Typing ตามลำดับ ในกรณีที่ไม่ได้อยู่ในจอภาพ Editor จะปรากฏข้อความCan’t Redo แทน
| |
Start
|
ใช้สำหรับ Run Project หรือใช้ Hot Key F5 หรือเลือกจากเมนู Run และ Startตามลำดับ
| |
Break
|
ใช้สำหรับการหยุดการทำงานของ Project ชั่วคราว ซึ่งอาจใช้ Hot Key Ctrl+Break หรือจากเมนู Run หรือ Break ตามลำดับ
| |
End
|
ใช้สำหรับหยุดการทำงานของ Project ซึ่งอาจเลือกจากเมนู Run/End
| |
Project Explorer
|
ใช้แสดงว่า Project นั้นประกอบไปด้วย Form และ Module ใดบ้าง ซึ่งอาจใช้ Hot Key Ctrl+R หรือเลือกจากเมนู View/Properties Window
| |
Properties Windows
|
ใช้กำหนดคุณสมบัติ(Property) ของ Object และ Form ซึ่งอาจจะใช้ Hot Key F4 หรือเลือกจากเมนู View/Properties Window
| |
Form Layout Windows
|
ใช้สำหรับเรียกจอภาพ Form layout ซึ่งใช้แสดงตำแหน่งของ Form บนจอภาพ โดยเลือกจากเมนู View และ Form Layout ตามลำดับ
| |
Object Browser
|
ใช้สำหรับเรียกจอภาพ Object Browser ซึ่งใช้แสดงถึง Class และ สมาชิกของแต่ละ Class อาจใช้ Hot Key F2 หรือเลือกจากเมนู View และ Object Browserตามลำดับ
| |
Toolbox
|
ใช้สำหรับเรียก Toolbox ขึ้นมาบนจอภาพ ซึ่งอาจเลือกจากเมนู View Toolbarตามลำดับ
| |
Data View Windows
|
ใช้สำหรับเรียกจอภาพ Data View ซึ่งใช้จัดการกับฐานข้อมูลที่ใช้ร่วมกับProject ที่สร้างขึ้น โดยอาจเลือกจากเมนู View/Object Browser
| |
Visual Component Manager
|
ใช้สำหรับเรียก Visual component Manager ซึ่งเป็น Tool ที่ใช้จัดการและจัดเก็บส่วนประกอบต่างๆ ที่กำหนดขึ้นใน Project ภายใต้ Visual Studio สำหรับนำกลับมาใช้ในครั้งต่อๆ ไป ซึ่งอาจเลือกจากเมนู View และ Visual Component Manager
| |
ตำแหน่ง Form
|
ใช้บอกตำแหน่งในแกน X และ Y ของ Form
| |
ขนาดของ Form
|
ใช้บกขนาดของ Form ตามแนวแกน X และ Y
|
ทูลบาร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
1. Standard Toolbars เป็นทูลบาร์มาตรฐานประกอบด้วยคำสั่งที่เกี่ยวกับการจัดการ Project
2. Edit Toolbars เป็นทูลบาร์ที่ประกอบไปด้วยคำสั่งที่ใช้สำหรับช่วยในการเขียนโค้ดใน code editor
3. Debug Toolbars เป็นทูลบาร์ที่ประกอบไปด้วยคำสั่งที่ใช้สำหรับตรวจสอบการทำงานการประมวลผลโปรแกรม
4. Form Editor Toolbars เป็นทูลบาร์ที่ประกอบไปด้วยคำสั่งที่ใช้สำหรับช่วยในการปรับขนาด, ย้าย, เปลี่ยนตำแหน่งคอนโทรลต่าง ๆ ที่อยู่บนฟอร์ม
Toolbox
Toolbox เป็นแถบเครื่องมือที่ประกอบไปด้วย Icon ต่างๆ ซึ่งเรียกว่า “Control” ซึ่งจะใช้ร่วมกับ Form เพื่อสร้างจอภาพของ Project แต่ละ Control จะใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างส่วนที่ใช้ติดต่อกับผู้ใช้ หรือที่เรียกว่า “User Interface” เช่นข้อความต่างๆ ช่องว่างสำหรับรับข้อมูลจากคีย์บอร์ด ปุ่มต่างๆ เป็นต้น และจะถูกนำไปใช้งานด้วยการนำเอา Control ที่ต้องการไปวางลงบน Form
คือแถบสัญลักษณ์ Controls ต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ แบ่ง เป็น 2 กลุ่ม คือ
รูปแสดงชื่อของ Control มาตรฐานต่าง ๆ ในโปรแกรม Visual ฺBasic
1. คอนโทรลภายใน (Intrinsic controls) เป็นชุดคอนโทรลมาตรฐานของ Visual Basic ทุก ๆ ครั้งที่มีการเรียกใช้ Form เพื่อสร้างโปรแกรมประยุกต์ คอลโทรลชุดนี้จะถูกเรียกขึ้นมาอัตโนมัติ สามารถเลือกใช้งานคอลโทรลกลุ่มนี้ได้ทันที
2. คอนโทรล ActiveX (ActiveX controls) เป็นชุดคอนโทรลเพิ่มเติมที่ไมโครซอฟท์จัดเตรียมไว้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ การเพิ่มคอนโทรลกลุ่มนี้เข้ามาในทูลบ๊อกซ์ทำโดยเลือกเมนู Project/Components (หรือคลิกขวาตรงแถบทูลบ๊อกซ์เลือกคำสั่ง
Project Explorer
Project Explorer ใช้สำหรับบริหารและจัดการโปรเจ็กต์โดยจะแสดงองค์ประกอบของแต่ละโปรเจ็กต์แบบโครงร่างต้นไม้ (tree-view) ตัวโปรเจ็กต์จะหมายถึงโปรแกรมประยุกต์ซึ่งจะอยู่ส่วนบนสุด ถัดมา จะแสดงส่วนประกอบต่าง ๆ ของโปรเจ็กต์นั้น ๆ ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น ฟอร์มโมดูล รายงาน เป็นต้น ถ้ามี 2 โปรเจ็กต์ขึ้นไป ก็จะแสดงแยกออกเป็นส่วนต่างหากอีกโปรเจ็กต์ ถ้าต้องการใช้งานส่วนใด ของโปรเจ็กต์ไหนก็สามารถคลิกเลือกได้ทันที
Project Explorer แบบโปรเจ็กต์เดียว และ แบบหลายโปรเจ็กต์
ส่วนประกอบของโปรเจ็กต์
Project Explorer จะใช้ควบคุมส่วนประกอบและแฟ้มข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในโปรเจ็กต์ เพื่อความสะดวกในการควบคุมและเปลี่ยนการทำงานระหว่างส่วนประกอบต่างๆ โดยแต่ละโปรเจ็กต์จะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลมากมายหลายประเภท ซึ่งแฟ้มข้อมูลหลักๆ ได้แก่
ประเภทไฟล์
|
รายละเอียด
|
นามสกุลไฟล์
|
ไฟล์โปรเจ็กต์
(Project File)
|
เก็บข้อมูลต่างๆ ของโปรเจ็กต์ รวมทั้งรายชื่อแฟ้มที่ประกอบขึ้นมาเป็นโปรเจ็กต์
|
.vbp
|
ไฟล์ฟอร์ม
(Form file)
|
เก็บฟอร์มที่เราได้ออกแบบไว้ โดยในไฟล์นี้จะรวมคำสั่งต่างๆ ที่เขียนโปรแกรมไว้ให้กับแต่ละออบเจ็กต์ที่อยู่ในฟอร์มด้วย
|
.frm
|
ไฟล์ไบนารีฟอร์ม
|
จะเก็บข้อมูลที่เป็นแฟ้มไบนารีของฟอร์ม เช่น รูปภาพ หรือไอคอน
|
.frx
|
ไฟล์โมดูลแบบปกติ
(Standard module)
|
เก็บโปรแกรมย่อยและตัวแปรต่างๆ ที่เราเขียนแยกออกจากฟอร์มเพื่อให้ฟอร์มหรือโมดูลอื่นสามารถเรียกใช้งานได้
|
.bas
|
ไฟล์ Object Control
|
นามสกุลลงท้ายด้วย .ocx (ActiveX Control) หรือ .vbx เป็นออบเจ็กต์ที่เราเพิ่มเข้าไปในโปรเจ็กต์นอกเหนือจากคอนโทรลพื้นฐาน ได้แก่Internet Control Object, Database Grid Control Object เป็นต้น
|
.ocx
.vbx
|
ไฟล์เอกสาร ActiveX
|
เหมือนกับฟอร์ม เพียงแต่ต้องเรียกดูผ่านโปรแกรมเว็บบราวเซอร์เช่นInternet Explorer
|
.dob
|
ไฟล์คลาสโมดูล (Class Module)
|
เก็บออบเจ็กต์ต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ Class Moduleโปรแกรมก็จะสร้างออบเจ็กต์นั้นขึ้นมาใหม่ แทนที่จะใช้จากโมดูลหรือออบเจ็กต์นั้นโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า Class module เปรียบเสมือนที่เก็บแผนผังหรือ Template ของ ออบเจ็กต์ที่เราจะสร้างขึ้นมาใหม่นั่นเอง
|
.cls
|
ไฟล์ทรัพยากรอื่นๆ(Resource File)
|
เก็บภาพ Bitmap(BMP),ข้อความ (Text string) หรือข้อมูลใดๆ ที่เราสามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับโปรแกรมในโมดูลหรือฟอร์มต่างๆ ในโปรเจ็กต์
|
.res
|
Windows Property
หน้าต่างคุณสมบัติเป็นส่วนที่ใช้กำหนดคุณสมบัติของออบเจ็กต์ที่ถูกเลือก (Active) หรือได้รับความสนใจ (focus) อยู่ขณะนั้น ซึ่งสามารถที่จะปรับเปลี่ยนค่าต่าง ๆ ของคอนโทรลเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและตรงกับความต้องการใช้งานได้ทันที
ในหน้าต่างคุณสมบัติ จะประกอบไปด้วยแทบ 2 แทบ คือ
1. แทบ Alphabetic เป็นแทบที่แสดงรายการคุณสมบัติ เรียงตามตัวอักษรในภาษาอังกฤษ
2. แทบ Categorized เป็นแทบที่แสดงรายการคุณสมบัติ โดยการจัดกลุ่มของคุณสมบัติที่มีหน้าที่คล้ายกัน หรือมีความสัมพันธ์กัน
เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นตำแหน่งของฟอร์ม และสามารถกำหนดตำแหน่งของฟอร์ม ที่ปรากฏบนจอภาพในขณะประมวลผลได้ โดยการเคลื่อนย้ายฟอร์มจำลอง ที่อยู่ในจอภาพจำลองด้วยการ Drag เมาส์ ไปยังตำแหน่งทีคุณต้องการ โดยจะมีผลในขณะประมวลผลเท่านั้น
Project และ Form
Project โดยทั่วไประบบงานหนึ่งๆ มักจะประกอบไปด้วยหลายๆ จอภาพ เช่น จอภาพสำหรับป้อนข้อมูล (Data Entry) จอภาพสำหรับค้นหาข้อมูล (Data Inquiry) เป็นต้น ดังนั้น ในการพัฒนาโปรแกรม จึงนิยมที่จะแยกแต่ละจอภาพออกเป็นโปรแกรม เพื่อความสะดวกต่อการแก้ไขตามหลักของการเขียนโปรแกรมแบบ Modularity เช่น ภาษาตระกูล Xbase(เช่น dBase FoxBASE FoxPro FoxPlus) ที่แยกออกเป็น File นามสกุล PRG หรือภาษา Basic ที่แยกออกเป็นไฟล์นามสกุล BAS เป็นต้น แล้วจึงนำแต่ละโปรแกรมย่อยมาประกอบกันขึ้นเป็นระบบ โดยการ Compile ไฟล์เหล่านั้นร่วมกันเป็น Executed Program (ไฟล์นามสกุล EXE) เพื่อนำไปใช้งาน
ใน Visual Basic ก็เช่นเดียวกัน แต่ละจอภาพที่พัฒนาขึ้นจะได้แก่ Form ต่างๆ และเมื่อนำมารวมกนก็จะกลายเป็นระบบงานระบบหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Project ดังนั้น Project และ Form จึงต้องทำงานร่วมกัน จะขาดไฟล์ใดไฟล์หนึ่งไม่ได้
การพัฒนาระบบงานด้วย Visual Basic
การพัฒนาระบบงานด้วย VB ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักดังนี้
ส่วนแรก สร้างอินเตอร์เฟสของโปรแกรม
ในขั้นตอนนี้จะนำ Form มาออกแบบเพื่อใช้ในการติดต่อกับผู้ใช้ หรือที่เรียกว่า การออกแบบ “User Interface” ในการพัฒนาโปรแกรมแบบ Sequential ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากจะต้องเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างจอภาพต่างๆ จากนั้นต้อง Compile โปรแกรมนั้นแล้ว Run จึงจะเห็นจอภาพที่จัดทำขึ้น แต่สำหรับ Visual Basic ปัญหาในลักษณะนี้ได้ถูกแก้ไขโดยใช้เทคนิคของ Visualize ซึ่งเป็นความสามารถส่วนหนึ่งของ Visual Basic ขั้นตอนนี้ จึงสามารถทำได้โดยง่าย เพียงแต่นำเอา Controlต่างๆ ใน Toolbox ที่ต้องการใช้งานมาวาดไว้บน Form ซึ่งทำให้ประหยัดเวลาและสามารถเห็นลักษณะจอภาพที่ออกแบบได้ในขณะนั้นเลย
ส่วนที่ 2 เขียนคอนโทรลเพื่อควบคุมโปรแกรม
เมื่อวาง Control ต่างๆ ลงบน Form เป็นที่เรียบร้อย (Control ต่างๆ เมื่อถูกนำมาวาดไว้บน form จะเรียกว่า “Object”) ขั้นตอนต่อมา ได้แก่ การเขียนโปรแกรมเพื่อกำหนดการทำงานให้กับแต่ละ Object ภายใต้เหตุการณ์ต่างๆ (Event) ที่เกิดขึ้นกับจอภาพนั้นๆ
การเขียนโปรแกรมในลักษณะของ Event-Driven Program
แนวคิดในการเขียนโปรแกรมแบบ Event-Driven จะเปลี่ยนมาสนใจกับเหตุการณ์ (Event) ที่จะเกิดขึ้นในโปรแกรมมากกว่าการกำหนดขึ้นตอนการทำของโปรแกรมในแบบเดิม เช่นถ้ามีการ “เลื่อนเมาส์” เกิดขึ้น จะให้โปรแกรมทำอย่างไร หรือมีการดกปุ่มที่ 1 ขึ้น จะให้โปรแกรมทำอย่างไร เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้อนกำหนดอย่างเป็นขั้นตอนอยู่ดี การเขียนโปรแกรมแบบ Event-Driven ใน Visual Basic จะเป็นการเขียนโปรแกรมให้กับ Object ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บน Form โดยจะพิจารณาว่า แต่ละObject จะมี Event อะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วจึงเลือกเขียนโปรแกรมเฉพาะ Event นั้น
การใช้ Editor สำหรับเขียน Code
|
|
ส่วนที่ 1 ส่วนแสดงรายชื่อ Object
ใช้แสดงชื่อของ Object ต่างๆ ที่เราได้วาดไว้บน Form รวมทั้งส่วนของ General ที่ใช้ในการนิยาม (Declare) ตัวแปร และ User-Defined Procedure หรือ User – Defined Function
ส่วนที่ 2 ส่วนแสดงรายชื่อเหตุการณ์(Event)
เป็นส่วนของ Event ภายใต้ Object นั้น ซึ่งแต่ละ Object จะมี Event ที่แตกต่างกันไป
ส่วนที่ 3 ส่วนสำหรับเขียนโปรแกรม ใช้สำหรับเขียนโปรแกรม
เมื่อเข้าสู่จอภาพ Editor ทุกครั้ง ในส่วนที่ 3 จะปรากฏตัวโปรแกรม ของ Procedure ของ Object ที่เราดับเบิ้ลคลิก เพื่อเรียกจอภาพ Editor แต่ถ้ายังไม่ได้เขียนโปรแกรมใดๆ ไว้ ก็จะปรากฏ Procedure ว่างแทน ในการเรียก Procedure ที่ต้องการขึ้นมา ทำได้หลังการเลือก Object จากส่วนแสดงรายชื่อ Object และเลือก Event ที่ต้องการในส่วนแสดงรายชื่อ Event (Event ที่ปรากฏขึ้นในส่วนนี้ จะเป็น Event ที่เป็นไปได้ทั้งหมดของ Object ที่เลือกไว้ในข้อ 1) Procedure ที่ต้องการ ก็จะปรากฏในส่วนสำหรับเขียนโปรแกรม
Editor ของ Visual Basic จะมีส่วนที่เรียกว่า “Automatic Syntax Checking” ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของ Syntax ในแต่ละคำสั่ง โดยเริ่มตรวจสอบทันทีเมื่อมีการกด Enter ซึ่งถ้ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ก็จะมีข้อความมาเตือนให้ผู้ใช้ทราบได้ทันที ทำให้ผู้ใช้สามารถแก้ไขคำสั่งได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ Visual Basic ยังมีความสามารถพิเศษในการแยกคำเฉพาะ (Reserved Word) ออกจากตัวแปรต่างๆ โดยจะเปลี่ยนตัวอักษรตัวแรกของแต่ละคำสั่ง ให้เป็นตัวอักษรตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ ไม่ว่าตัวอักษรที่ป้อนเข้าไปจะเป็นตัวอักษรตัวเล็กหรือตัวใหญ่ก็ตาม เช่นคำสั่ง End ไม่ว่าจะพิมพ์เป็น end, End หรือ END ก็ตามเมื่อพิมพ์เสร็จ Visual Basic จะเปลี่ยนเป็น End
นอกจากนั้น Visual Basic ยังได้ใช้สีเพื่อแยกความแตกต่างของคำสั่ง ตัวแปร และComment ออกจากกันโดยจะเปลี่ยนสีของคำสั่งให้เป็นสีน้ำเงินตัวแปรเป็นสีดำ และ Comment เป็นสีเขียว (การเขียน Comment ใน Visual Basic จะเขียนตามหลังเครื่องหมาย ‘) ให้โดยอัตโนมัติเมื่อพิมพ์เสร็จ ในการเรียกใช้ Editor ของ Object ขึ้นมาทำงานขึ้น Visual Basic จะเตรียม Procedure เอาไว้ให้เสมอ โดยจะอยู่ในรูปแบบที่ขึ้นต้นด้วยประโยค Private Sub และจบด้วยประโยค End Sub ซึ่งหน้าที่ของผู้พัฒนาโปรแกรมก็คือ จะต้องพิมพ์คำสั่งต่างๆ ลงไปในระหว่าง 2 ประโยคนี้ เพื่อให้แต่ละ Object ทำงานภายใต้ Event ต่างๆ ตามที่ต้องการ
เครื่องมือพื้นฐานภายใน Toolbox
Toolbox เป็นแถบเครื่องมือที่ประกอบไปด้วย Icon ต่างๆซึ่งเรียกกว่า “Control” ซึ่งจะใช้ร่วมกับ Form เพื่อสร้างจอภาพของ Project แต่ละ Control จะใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างส่วนที่ใช้ติดต่อกับผู้ใช้ หรือที่เรียกว่า “User Interface” เช่นข้อความต่างๆ ช่องว่างสำหรับรับข้อมูลจากคีย์บอร์ดและปุ่มต่างๆ เป็นต้น Tools ต่างๆ นี้ จะถูกนำไปใช้งานด้วยการนำเอา Control ที่ต้องการนำไปวางลงบน Form เมื่อนำไปวางบนฟอร์มแล้วมักจะเรียกว่า Object ซึ่งผู้พัฒนาโปรแกรมจะต้องเขียน Code เพื่อ Control การทำงานของแต่ละ Object ด้วย
นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่ม Control โดยกำหนด Component เพิ่มเติมได้ ซึ่งจะกล่าวถึงในภายหลัง Control พื้นฐานที่น่าสนใจมีดังนี้
1. Label
เป็น Control ที่ใช้สำหรับเขียนข้อความบนจอภาพ ซึ่งมี Property ต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object โดยมักจะนำหน้าด้วย Lbl (LBL)
|
Caption
|
ใช้สำหรับกำหนดข้อความให้แสดงบน Object
|
Font
|
ใช้สำหรับกำหนดรูปแบบตัวอักษรของ Object
|
ForeColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีของตัวอักษรของ Object (Caption)
|
Alignment
|
ใช้สำหรับกำหนดรูปแบบในการแสดงผลของข้อความที่กำหนดใน Property “Caption” มีค่าเป็น 0=ชิดซ้าย 1=ชิดขวา และ 3=จัดกลาง
|
BackColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีฉากหลังของ Object
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
Height/Left/Width
|
กำหนดตำแหน่งและขนาดของ Object ซึ่งมักจะกำหนดด้วยวิธีการลากเมาส์เลือกขอบเขตที่ต้องการเอง
|
Tool Tip Text
|
เป็นการกำหนดข้อความที่จะปรากฏขึ้นมาเมื่อนำเมาส์ไปชี้ไว้
|
2. Textbox
เป็น Control ที่ใช้สำหรับรับข้อมูล จากคีย์บอร์ด ซึ่งมี Property ต่าง ๆที่น่าสนใจดังนี้
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object โดยมักจะนำหน้าด้วย Txt
|
Text
|
ใช้สำหรับกำหนดข้อความให้แสดงบน Object และในขณะที่ Run จะสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยสิ่งที่ได้แก้ไขจะมาเก็บไว้ใน Property นี้
|
Font
|
ใช้สำหรับกำหนดรูปแบบตัวอักษรของ Object (ใน Text)
|
ForeColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีของตัวอักษรของ Object (Caption)
|
Alignment
|
ใช้สำหรับกำหนดรูปแบบในการแสดงผลของข้อความที่กำหนดใน Property “Caption” มีค่าเป็น 0=ชิดซ้าย 1=ชิดขวา และ 3=จัดกลาง
|
BackColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีฉากหลังของ Object
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
Height/Left/Width
|
กำหนดตำแหน่งและขนาดของ Object ซึ่งมักจะกำหนดด้วยวิธีการลากเมาส์เลือกขอบเขตที่ต้องการเอง
|
Tool Tip Text
|
เป็นการกำหนดข้อความที่จะปรากฏขึ้นมาเมื่อนำเมาส์ไปชี้ไว้
|
Locked
|
สำหรับการ Lock ไม่ให้ Key ข้อมูลใดๆ ลงไปใน Text ขณะที่ Run งาน
|
3. CommandButton
ใช้เป็นปุ่มต่างๆ บน Form ซึ่งมี Property ต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object โดยมักจะนำหน้าด้วย Cmd
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
Default
|
ใช้กำหนดให้ปุ่มนั้นเป็นปุ่ม Default(กำหนดให้มีค่าเป็น True) ที่จะทำงานทันทีเมื่อมีการกดEnter โดยจะปรากฏกรอบสีดำล้อมรอบปุ่มนั้น
|
Tool Tip Text
|
ใช้แสดงข้อความอธิบาย Object ใดๆ เมื่อนำเมาส์ไปชี้ยัง Object นั้น
|
Picture
|
ใช้แสองรูปภาพบนปุ่ม
|
Style
|
ใช้กำหนดรูปแบบของปุ่ม ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ
|
0 - Standard เป็นปุ่มที่มีเฉพาะข้อความบนปุ่มเท่านั้น
1 - Graphical เป็นปุ่มที่มีทั้งรูปภาพและข้อความบนปุ่ม โดยจะต้องใช้คู่กับ Property
“Picture” ในการแสดงภาพ
| |
Height/Left/Width
|
กำหนดตำแหน่งและขนาดของ Object ซึ่งมักจะกำหนดด้วยวิธีการลากเมาส์เลือกขอบเขตที่ต้องการเอง
|
4. Option Button
ใช้สำหรับกำหนดข้อความที่เป็นทางเลือก โดยบังคับให้เลือกตัวใดตัวเลือกหนึ่ง ซึ่งมี Property ที่
น่าสนใจดังนี้
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object โดยมักจะนำหน้าด้วย Opt
|
Caption
|
ใช้สำหรับกำหนดข้อความให้แสดงหลักเครื่องหมาย Option Button
|
Font
|
ใช้สำหรับกำหนดรูปแบบตัวอักษรของ Caption
|
ForeColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีของตัวอักษรของ Object (Caption)
|
BackColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีฉากหลังของ Object
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
Value
|
ที่ใช้สำหรับกำหนดตัวเลือกเริ่มต้นไว้ล่วงหน้า ซึ่งมักจะเป็นตัวเลือกที่ถูกเลือกบ่อยครั้งกว่าตัวเลือกอื่น หรือใช้ตรวจสอบว่าตัวเลือกใดที่ถูกเลือกในการเขียนโปรแกรม โดยจะมีค่าเป็นTrue และ False
|
Tool Tip Text
|
เป็นการกำหนดข้อความที่จะปรากฏขึ้นมาเมื่อนำเมาส์ไปชี้ไว้
|
Option Button มักจะใช้ร่วมกับ Frame เพื่อกำหนดกลุ่มของสิ่งที่ต้องการเลือกและจะใช้ค่าใน
Property Value ในการตรวจสอบเงื่อนไขว่าได้เลือกช่องทางใดไว้
5. Frame
ใช้สำหรับวาดกรอบลงบน Form ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว เรายังนำมาประยุกต์ใช้เพื่อ
แบ่งกลุ่มของ OptionButton ที่ต่างกันออกจากกัน
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object โดยมักจะนำหน้าด้วย Fra
|
Caption
|
ใช้สำหรับกำหนดข้อความให้แสดงบนกรอบเฟรม
|
Font
|
ใช้สำหรับกำหนดรูปแบบของตัวอักษรของ ข้อความบนกรอบเฟรม
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
Tool Tip Text
|
เป็นการกำหนดข้อความที่จะปรากฏขึ้นมาเมื่อนำเมาส์ไปชี้ไว้
|
6. Check box
จะมีลักษณะเช่นเดียวกับ Option Button ต่างกันตรงที่สามารถเลือกได้มากกว่า 1 ทางเลือก โดยจะมี
เครื่องหมาย “ถูก” เป็นตัวกำหนดว่า เลือก หรือไม่เลือก ค่าใดๆ และจะใช้ Property Value ในการกำหนดเพื่อเขียนเงือนไขในการทำงาน ซึ่งหากมีการ Check Box ไว้ใน Object ใดๆ ค่าของ Value จะมีค่าเป็น 1 ทันที ส่วนใหญ่จะใช่ร่วมกับ เฟรมเช่นกัน
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object โดยมักจะนำหน้าด้วย Chk
|
Caption
|
ใช้สำหรับกำหนดข้อความให้แสดงหลักเครื่องหมาย Check box
|
Font
|
ใช้สำหรับกำหนดรูปแบบตัวอักษรของ Caption
|
ForeColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีของตัวอักษรของ Object (Caption)
|
BackColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีฉากหลังของ Object
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
Value
|
ที่ใช้สำหรับกำหนดตัวเลือกเริ่มต้นไว้ล่วงหน้า ซึ่งมักจะเป็นตัวเลือกที่ถูกเลือกบ่อยครั้งกว่าตัวเลือกอื่น หรือใช้ตรวจสอบว่าตัวเลือกใดที่ถูกเลือกในการเขียนโปรแกรม โดยจะมีค่าเป็น 0 - Unchecked , 1- checked , 2 – Grayed
|
Tool Tip Text
|
เป็นการกำหนดข้อความที่จะปรากฏขึ้นมาเมื่อนำเมาส์ไปชี้ไว้
|
7. Listbox
เป็น Control ที่มีลักษณะเป็นทางเลือกเช่นเดียวกันกับ Option Button แต่จะมีทางเลือกไม่จำกัด
เนื่องจากสามารถเพิ่มเติมได้ ซึ่งแตกต่างจาก Option Button ที่มีทางเลือกที่ตายตัวและเลือกได้เพียงทางเลือกเดียว Property ที่น่าสนใจได้แก่
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object โดยมักจะนำหน้าด้วย Lst
|
Font
|
ใช้สำหรับกำหนดรูปแบบตัวอักษรของ Caption
|
ForeColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีของตัวอักษรของ Object (Caption)
|
BackColor
|
ใช้สำหรับกำหนดสีฉากหลังของ Object
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
List
|
สำหรับกำหนดค่าที่ต้องการแสดงขึ้นมาบน List
|
Sorted
|
สำหรับจัดเรียงข้อมูลที่อยู่ใน List แบบ น้อยไปหามาก
|
Style
|
สำหรับกำหนดรูปแบบของการแสดงผลมี 2 แบบคือ
0 = Standard จะนำเอาข้อมูลใน List แสดงเรียงกันธรรมดา
1= Check Box จะนำเอาข้อมูลใน List มาแสดงเป็น Check Box
|
Tool Tip Text
|
เป็นการกำหนดข้อความที่จะปรากฏขึ้นมาเมื่อนำเมาส์ไปชี้ไว้
|
Function หากเขียนโปรแกรมที่ต้องการนำเอาข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ใน List Box นี้จะต้องใช้ฟังก์ชั่นที่
ทำหน้าที่เป็น Method(Property) ของ Object โดยการใช้ Function Additem() และหากต้องกรจะลบข้อมูลออกจาก List ก็จะใช้ Function Removeitem มีรูปแบบดังนี้
รูปแบบ listbox.Additem(Data,[Index])
listbox.Removeitem(Index)
หมายเหตุ: listbox คือชื่อของ Object(Control) ที่เป็น List Box
Data คือข้อมูลที่ต้องการใส่ไว้ใน List
Index คือลำดับของข้อมูล ภายใน List Box
นอกจากนี้ยังมี Property ของ List Box ที่ต้องเขียน Code ควบคุมที่ใช้งานบ่อยๆ ได้แก่
ListIndex ใช้เก็บตำแหน่งของ Index ใน List
Listcount ใช้เก็บจำนวนข้อมูลใน List
List ใช้เก็บข้อมูลใน List (ตัวที่ Listindex ทำงานอยู่)
8. ComboBox
เป็น Control ที่มีรูปแบบทำงานคล้ายๆ กับ ListBox ซึ่งสามารถกำหนดรูปแบบการใช้งานได้และ
สามารถใช้ Function Additem และ Removeitem ได้อีกด้วยมี Property ที่สำคัญดังนี้
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object โดยมักจะนำหน้าด้วย Cmb
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
List
|
สำหรับกำหนดค่าที่ต้องการแสดงขึ้นมาบน List
|
Sorted
|
สำหรับจัดเรียงข้อมูลที่อยู่ใน List แบบ น้อยไปหามาก
|
Style
|
สำหรับกำหนดรูปแบบของการแสดงผลมี 3 แบบคือ
0 = DropDown Combo สามารถเลือกข้อมูลได้โดยการป้อนข้อมูลลงในช่องของ
ComboBox
1= Simple Combo จะมีรูปแบบของ TextBox เพียงอย่างเดียว กล่าวคือ จะเลือกข้อมูล
ได้จากการป้อนข้อมูล
2= DropDown List จะมีรูปแบบของ ListBox เพียงอย่างเดียวที่นิยมใช้
|
Locked
|
สำหรับการ Lock ไม่ให้ Key ข้อมูลใดๆ ขณะที่ Run งาน
|
Tool Tip Text
|
เป็นการกำหนดข้อความที่จะปรากฏขึ้นมาเมื่อนำเมาส์ไปชี้ไว้
|
9. DriveListBox, DrilistBox และ FileListBox
Control ทั้ง 3 นี้จะเกี่ยวข้องกับ File, Directory และ Drive โดยที่ DriveListBox จะทำหน้าที่เป็น Drop-Down ListBox ที่แสดง Drive ต่างๆ ของเครื่อง Dirlistbox ใช้แสดง Directory ต่างๆ และ FileListBox ใช้แสดงรายชื่อ File ใน directory ที่เลือกไว้ในDirListBox ดังรูป
การใช้งานรวมกันระหว่าง DriveListBox , DirListbox และ FileListBox
หมายเหตุ DrivListBox จะกำหนดชื่อนำหน้าด้วย Dri
DirListbox จะกำหนดชื่อนำหน้าด้วย Dir
FileListBox จะกำหนดชื่อนำหน้าด้วย File
10. Image และ Picture
เป็น Control ที่ใช้อ่านไฟล์รูปภาพมาแสดงบน Form โดยกำหนดชื่อไฟล์ใน Property “Picture”
สามารถอ่านไฟล์รูปภาพได้ทั้งไฟล์ที่มีนามสกุล BMP, ICO, WMF, GIF และ JPG ซึ่งทั้ง 2 Control มีข้อแตกต่างกัน ดังนี้
1. Control “Image” ไม่สามารถใช้งานร่วมกับ Control ที่ใช้ในการวาดรูปอื่นๆ ได้
2. Control “Image” สามารถใช้งานในลักษณะของปุ่มที่มีรูปภาพได้ ส่วน Control “PictureBox” ทำไม่ได้
3. Control “Image” จะปรับขนาดของภาพที่อ่านมาให้เหมาะสมกับขนาดของ Object ที่เตรียมไว้โดยอัตโนมัติ ส่วน Control “PictureBox” จะต้องกำหนดให้ Property “AutoSize” มีค่าเป็น True จึงจะทำได้
4. Control “Image” สามารถย่อขยายรูปภาพได้ เมื่อกำหนดค่าให้กับ Property “Stretch” เป็น True ส่วน Control “PictureBox” ทำไม่ได้
การใช้งานโดยทั่วไปส่วนมากนิยมใช้ Control Image สำหรับการแสดงภาพ เนื่องจากใช้งานได้สะดวกกว่ามี Property ที่สำคัญดังนี้
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object โดยมักจะนำหน้าด้วย Img
|
Picture
|
สำหรับกำหนดตำแหน่งปลายทางที่เก็บรูปภาพที่ต้องการ Load ขึ้นมา
|
Stretch
|
กำหนดให้ภาพที่มาปรากฏมีขนาดเท่า หรือไม่เท่ากับกรอบที่วางไว้ โดยที่
True = กำหนดค่าให้ภาพมีขนาดเท่ากับกรอบที่วางไว้
False = กำหนดค่าให้ภาพเป็นขนาดจริง
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
Function การเขียนโปรแกรมที่ต้องการเลือกภาพที่ต้องการมาแสดงโดยไม่ต้องกำหนดค่า Picture
ใน Property จะต้องใช้ฟังก์ชันที่ทำหน้าที่เป็น Method(Property) ของ Object โดยใช้ Function LoadPicture() มีรูปแบบดังนี้
รูปแบบ Image.Picture = LoadPicture(Filename)
EX Image1.Picture = LoadPicture(“C:\Vbprog\pic\boat.bmp”)
11. HscrollBar และ VscrollBar
เป็นแถบ Scroll Bar ที่การเลื่อนแต่ละครั้งจะให้ค่าออกมาเป็นตัวเลข โดยที่ HscrollBar จะเป็นแถบ
ในแนวนอน ส่วน VscrollBar จะเป็นแถบในแนวตั้ง ค่าของตัวเลขที่ได้จากการเลื่อนของทั้ง 2 Control จะถูกประมาณออกมาผ่านทาง Property “Value” โดยจะมีค่าอยู่ระหว่างค่าที่กำหนดไว้ใน Property “Min” และ “Max” มี Property ที่สำคัญดังนี้
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
สำหรับการกำหนดชื่อของ Object หากเป็น HscrollBar จะนำหน้าด้วย Hsc และ ถ้าเป็นVscrollBar จะนำหน้าด้วย Vsc
|
Max
|
กำหนดค่าสูงสุด
|
Min
|
กำหนดค่าต่ำสุด
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Visible
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการให้มองเห็นขณะที่ Run Program และถ้ากำหนดค่าเป็น False จะมองไม่เห็น Object นี้
|
Value
|
กำหนดค่าเริ่มต้น และใช้เก็บค่าที่ได้จากการเลื่อน Scroll Bar
|
12. Line
เป็น Control ที่ใช้วาดเส้น เพื่อทำให้ Form น่าสนใจมากขึ้น มักใช้ในการตกแต่งหรือเน้นส่วนที่
น่าสนใจของ Form โดยกำหนดรูปแบบของเส้นผ่านทาง Property ดังนี้
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
ใช้กำหนดชื่อของ Object จะขึ้นต้นด้วย Lin
|
BorderStyle
|
ใช้กำหนดรูปแบบของเส้น เช่น เส้นตรง เส้นปะ เส้นจุดไข่ปลา เป็นต้น
|
BorderWidth
|
ใช้กำหนดความหนาของเส้น
|
X1
|
ใช้กำหนดจุดเริ่มต้นของเส้นในแนวแกนX
|
Y1
|
ใช้กำหนดจุดเริ่มต้นของเส้นในแนวแกนY
|
X2
|
ใช้กำหนดจุดสิ้นสุดของเส้นในแนวแกนX
|
Y2
|
ใช้กำหนดจุดสิ้นสุดของเส้นในแนวแกนY
|
13. Shape
ใช้วาดรูปภาพทางเรขาคณิต มีจุดประสงค์แบบเดียวกับ Line ซึ่งสามารถกำหนดรูปร่างของ Object
นี้ได้ มี Property ที่น่าสนใจดังนี้
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
ใช้กำหนดชื่อของ Object จะขึ้นต้นด้วย Sha
|
BorderStyle
|
ใช้กำหนดรูปแบบของเส้น เช่น เส้นตรง เส้นปะ เส้นจุดไข่ปลา เป็นต้น
|
BorderWidth
|
ใช้กำหนดความหนาของเส้น
|
Shape
|
0 – Rectangle รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
1 – Square รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส
2 – Oval รูปวงรี
3 – Circle รูปวงกลม
4 – Rounded Rectangle รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีมุมมน
5 – Rounded Square รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีมุมมน
|
14. Timer
เป็น Control ที่จะไม่ปรากฏบนจอภาพเมื่อทำการ Run โดยทำหน้าที่เป็นตัวจับเวลา เพื่อกำหนดการ
ทำงานของโปรแกรมตามช่วงเวลาที่กำหนด จึงใช้ในการเขียนโปรแกรมเพียงอย่างเดียว
Property
|
หน้าที่
|
Name
|
ใช้กำหนดชื่อของ Object จะขึ้นต้นด้วย Tim
|
Enabled
|
มีค่าเป็น True เมื่อต้องการโต้ตอบกับ Object นี้และ False เมื่อไม่ต้องการโต้ตอบใดๆ กับObject นี้
|
Interval
|
ใช้กำหนดเวลาในการปลุกให้ทำงานตามต้องการ มีหน่วยเวลา เป็น Millisecond (1/1000วินาที) และจะต้องเข้าไปเขียนโปรแกรมใน Timer_Timer() เช่นถ้าต้องการให้ทำงานทุกๆ 5 วินาที ก็ต้องใส่ค่าเป็น 5000 เป็นต้น
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น